ประเพณีชักพระทางน้ำ

ประเพณีชักพระทางทะเลอำเภอเกาะพะงัน

 ประเพณีชักพระทางทะเล หนึ่งเดียวในประเทศไทย

ประวัติความเป็นมา

     ประเพณีชักพระไม่ว่าจะ เป็นทางบกหรือทางน้ำ สันนิษฐานว่า น่าจะสืบเนื่องมาจากตำนานเทโวโรหนสูตร ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในคัมภีร์ขุกทกนิกายว่า ก่อนพุทธศก 80 ปี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ เทวโลก ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาจนตลอด ไตรมาส แล้วก็เสด็จกลับสู่ชมพูทวีป ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 จากปฐมเหตุนี้เอง ชาวเมืองจึงถือ ว่าวันนี้เป็นวันพระเสด็จ และจัดเป็นประเพณีชักพระสืบต่อกันมา จนถึงปัจจุบันนี้

     สำหรับประเพณีชักพระเกาะพะงัน มีความแตกต่างจากที่อื่น คือ ถือเอาวันแรม 8 ค่ำเดือน 11 เป็น วันชักพระ ด้วยเหตุที่ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ลมและน้ำ เนื่องจากเป็นการชักพระทางน้ำ ใช้ อ่าวท้องศาลาเป็นบริเวณงาน ประเพณีชักพระทางน้ำเกาะพะงันเกิดขึ้นเมื่อใด ยากที่จะหาคำตอบได้แน่ชัด แต่จากการสอบถามผู้สูง อายุวัย 96 ปี ก็มีเพียงคำตอบที่คาดว่าน่าจะเป็นเวลาร้อยปีเศษมาแล้ว เพราะเมื่อเป็นเด็กก็มี ประเพณีนี้แล้ว โดยทุกฝ่ายพร้อมเพรียงกันจัดงาน ดังคำกล่าวว่า "พระช่วยฟันพาย หญิงชายทุกวัยไป ลงเรือ" บ้านทุกหลังเป็นบ้านร้าง 3 วัน ในทะเลเต็มไปด้วยเรือมาด เรือเพรียว นับ 100 ลำ ที่ ผูกโยงกับเชือกเส้นเดียวกันจากเรือพนมพระ ช่วยกันพายลากเรือพนมพระไปทั่วบริเวณอ่าวท้องศาลา พร้อมกับร้องเพลงชักพระที่มีทำนองไพเราะ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กิจกรรมภาคกลางวัน มีการทำบุญเลี้ยงพระช่วงเช้า แล้วทุกคนไปลงเรือแห่พระ จนได้เวลาถวาย ภัตตาหารเพลจึงหยุดพัก ภาคบ่าย ลงเรือแห่พระ ร้องเพลง แข่งเรือพาย ประกวดเรือพระ เป็นต้น จนถึง 5 โมงเย็น ในภาคกลางคืน มีการร่วมฟังพระธรรมเทศนา ทำกิจกรรมดังกล่าวนี้จนครบ 3 วัน โดยมีวัดราษฎร์เจริญเป็นศูนย์กลางการจัดงาน ต่อมา สภาพเศรษฐกิจและสังคมเกาะพะงัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว สำคัญของชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาชีพและการดำเนินชีวิตของชาวเกาะพะงันก็เปลี่ยนแปลง ไป การจัดและร่วมกิจกรรมงานชักพระก็ไม่สามารถทำได้เหมือนก่อน โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปบ้าง อย่างไรก็ตาม ชาวเกาะพะงันก็ไม่มีวันทอดทิ้งงานประเพณีสำคัญนี้ ได้ร่วมมือกันจัดงานมาทุกปี ไม่ เคยขาด เป็นที่ชื่นชมของผู้มาพบเห็นและผู้มาร่วมงานได้รับความสุขกันถ้วนหน้า สร้างความสมาน สามัคคีพร้อมกับการทนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้อย่างดียิ่ง


     สมัยก่อนนั้นชาวเกาะพะ งันทุกคนต่างตั้งตารอคอยวันชักพระ ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนบนเกาะพะงันทั้งเด็ก หนุ่มสาวและคนแก่ลงอยู่ในทะเล  ได้พบปะพูดคุย ทำบุญร่วมกันอย่างสนุกสนานเป็นเวลาสามวันเต็มๆ  บ้านทุกหลังบนเกาะจะปิดตายกลายเป็นหมู่บ้านร้าง  โดยจุดหมายทุกคนจะรวมกันที่ท่าเรือท้องศาลา  หนุ่มๆสาวๆจะตื่นเต้นดีใจ
     เพราะว่าจะได้สวมเสื้อผ้าใหม่ๆ และนัดหมายจัดหาพายและเรือเพื่อจัดกลุ่มจะได้ลงเรือกัน มีการแต่งกายอย่างสวยงามตามยุคสมัย ส่วนมากจะเป็นชุดไทย ตัดเย็บเอง แตกต่างจากสมัยนี้ ที่ชุดสวมใส่ส่วนมากจะเป็นของแจกจากห้างร้านหรือนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อโฆษณา สีสันแสบตา  หากใครไม่ได้รับแจก ก็มักจะไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว นับเป็นเรื่องแปลก..ที่เวลาผ่านไป  ความรู้สึกก็ค่อยเปลี่ยน
    พอถึงวันงาน คือวันแรมแปดค่ำ ในท้องทะเลจะคลาคล่ำไปด้วยเรือพายนับร้อยลำ ที่ทุกลำต่างก็มีฝีพายที่แต่งกายอย่างสวยงาม ผูกโยงกับเรือพนมพระ ช่วยกันพาย ช่วยกันลากไปในอ่าง (ภาษาเกาะ หมายถึงอ่าว) ท้องศาลา พร้อมกับว่าเพลงชักพระที่ทีท่วงทำนองไพเราะและมีเอกลักษณ์เฉพาะ มีที่เดียวที่เกาะพะงันแห่งเดียวเท่านั้น บางปีก็พายเรือไปรับเรือพนมพระจากตำบลบ้านใต้ เมื่อเสร็จงานก็พายเรือไปส่ง นับเป็นความสนุกสนาน สร้างความรักสามัคคี ระหว่างชุมชน แม้ว่าระยะทางจะไกล เพราะการพายเรือต้องใช้กำลังมาก แต่ทุกคนยินดีเพราะว่านับเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสได้ว่าเพลงชักพระเกี้ยวกัน ระหว่างหนุ่มสาว โดยเฉพาะเรือที่สาวๆพาย จะมีเพียงนายท้ายเท่านั้นที่เป็นผู้ชาย ส่วนมากจะเป็นญาติที่คอยกันท่าหนุ่มๆไม่ให้เข้าใกล้ เพลงชักพระคือสิ่งที่ชายหนุ่มต้องว่าให้เป็นและสิ่งที่คู่กับเพลงชักพระคือ สาหร่ายการที่จะได้เข้าใกล้เรือที่มีสาวๆอยู่นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะยุคสมัยที่สาวๆรักนวลสงวนตัว ยิ่งมีข้อห้ามที่สำคัญในการชักพระที่หนุ่มๆต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ
    ห้ามจับแคมเรือที่สาวๆนั่งอยู่เด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะโดนตีด้วยพาย สาหร่ายจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ใครหมายปองสาวใดก็จะบรรจงม้วนสาหร่ายเป็นก้อน แล้วปาใส่เบาๆ พร้อมกับวาเพลงชักพระชมสาวเจ้าเชิงหยอกเย้

   "สายสร้อยสวมศอเคลียคลอคลึงเคล้า       ตุ้งติ้งต้องเต้า

       ล๊อกเก็ตเพชรไทยวิไลเลิศลอย         เรียบร้อยรูปเรี่ยมเลี่ยมทอง

                                      เสื้อในใส่รับคับแคบแคบ             ถูกหร่ายใคร่แสสิ่งของ                                      

เจริญรุ่งเรืองมีเครื่องสำรอง             ข้างในใส่ฟองยกทรง"


ถ้าหากผู้หญิงรักใคร่ชอบพอกัน ก็ปาสาหร่ายกลับและว่าเพลงตอบว่า

    "ป้องกันเอาไว้ถึงหรายถูกต้อง             เนื้อน้องนิ่มนวลไม่ผง
 ชั้นนอกซับชิดใส่ปิดยกทรง                 เอวองค์สำอางร่างนวล"

 

     ปัจจุบันการว่าเพลงชักพระ แบบสดๆนั้นหาคนที่มีความสามารถยากแล้ว คงจะมีก็เป็นการแต่งมาล่วงหน้า  ทำให้ขาดอรรถรสและความสนุกสนาน เพราะคนสมัยก่อนเวลาทำงานไปก็จะว่าบทกลอนไป ทำให้สามารถที่จะด้นกลอนสดๆได้อย่างไม่ติดขัด ต่างกับปัจจุบันที่มีบทเพลงต่างๆเข้ามาแทนที่ คนก็ร้องเพลงแทนบทกลอน  ส่วนการว่าเพลงชักพระนั้นใช่ว่าเฉพาะเกี้ยวสาวเท่านั้น ยังมีการว่าชมความสวยงามของเรือพนมพระ ชมสถานที่ หรือยกยอพระพุทธศาสนาอันเกี่ยวเนื่องกับประเพณีชักพระ  คือตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาจากดาวดึงษ์
     ประเพณีชักพระของเกาะพะงัน มีครั้งแรกเมื่อใหร่ไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่คงไม่ต่ำกว่าร้อยกว่าปีแล้ว   ดังที่ผู้มีอายุ 70-80 ขึ้นไป ได้บอกเล่าว่าตอนเด็กๆนั้น มีการชักพระกันแล้ว ป้าปรีดา  ศรีทองกุล ชาวบ้านมะเดื่อหวานเล่าว่าเมื่อตนมีอายุ 20 ปี ประมาณ พ.ศ.2495 การลงเรือชักพระเป็นที่สนุกสนานมาก มีชาวบ้านจากเกาะสมุยนำเรือพายมาร่วมงานด้วยจำนวนมาก ตนและเพื่อนๆได้ลงเรือกันจำนวนเจ็ดคน ปีนั้นได้ถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึกด้วย ร้านถ่ายรูปนั้นเป็นร้านเคลื่อนที่ที่มาเปิดอยู่ในบรืเวณที่จัดงาน เมื่อถ่ายรูปแล้วรอรับได้เลย เป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น
     อาจารย์ชวน  เพชรแก้ว ปราชญ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวไว้ว่าในปัจจุบันค่าครองชีพที่สูงมากทำให้คนมีเวลาว่างลดลง  มหรสพหรือสิ่งบันเทิงแบบใหม่มีมากขึ้น ประกอบกับการไม่เห็นคุณค่าเพลงชักพระของเกาะพะงันค่อยหมดความนิยมลงทุกที มีคนรุ่นใหม่น้อยมากที่สนใจเพลงชักพระดังกล่าว จึงเป็นที่แน่ชัดว่าอีกไม่กี่ปีเพลงเรือของชาวเกาะพงันคงหมดไปอย่างแน่นอน นับเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ไม่เฉพาะเพลงชักพระเท่านั้นที่หมดไป ถ้าหากไม่ร่วมกันอนุรักษ์ไว้  ประเพณีชักพระก็คงจะหายไป หากต่างคนต่างคิดไปคนละทาง ไม่คิดที่ร่วมมือกันอย่างเช่นสมัยก่อน ที่มีวัดเป็นจุดศูนย์กลาง ส่วนชาวบ้านก็มีส่วนร่วม ประเพณีอันดีงามที่ยืนหยัดมาเป็นร้อยปีคงถึงกาลดับสูญ
     หวังเพียงมีคนรุ่นหลังร่วมมือร่วมใจกันสืบต่อลมหายใจแห่งประเพณีที่มีมา เนิ่นนานให้คงอยู่ บนวิถีแห่งกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลเชี่ยว ไม่ให้ล้มหายตายไปจากเกาะพะงัน เกาะที่ได้ชื่อว่าเกาะแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้

 

ทุมๆโหม่ง ทุมๆโหม่ง

      พระออกพรรษาแล้ว...

...

..เสียงกลองและโหม่ง ดังมาจากวัดราษฎร์เจริญ  ใกล้กับตลาดท้องศาลา 

บ่งบอกว่าอีกแปดวันหลังจากนี้คือวันแรม 8 ค่ำเดือน 11 

งานชักพระของชาวเกาะพงัน ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว    

 หลังจากพระออกพรรษาชาวบ้านทั้งลูกเด็กเล็กแดง คนเฒ่าคนแก่

ที่อยู่ใกล้เคียงกับวัดก็จะร่วมกัน คุมพระ

คือตีกลองและโหม่งเป็นจังหวะ ทุมๆ โหม่ง จนกว่าจะถึงวันงาน  เป็นการร่วมมือกันอย่างไม่มีใครบ่น

 เพราะว่าจะเลิกในแต่ละคืนก็ดึกดื่นเที่ยงคืน

พอรุ่งเช้าก็จะมีคนมาเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปจนกว่าจะถึงวันงาน

          การชักพระหรือลากพระเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวเกาะพงัน

สมัยก่อนนั้นเป็นการชักพระทางบก หรือชักพระดอน ต่อมาก็ได้เป็นการชักพระเรือ

 เป็นการชักพระทางทะเลที่น่าจะมีเพียงที่เกาะพงันแห่งเดียวทางฝั่งอ่าวไทย

(ไม่น่าจะเป็นแห่งเดียวในโลก)

เรือพระนั้นมีบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร

เรียกว่า เรือพนมพระ บุษบกเรียกว่า ยอดนม (ภาษาเกาะ)

 

        สมัยก่อนนั้นชาวเกาะพงันทุกคนต่างตั้งตารอคอยวันชักพระ

ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนบนเกาะพงันทั้งเด็ก หนุ่มสาวและคนแก่ลงอยู่ในทะเล 

ได้พบปะพูดคุย ทำบุญร่วมกันอย่างสนุกสนานเป็นเวลาสามวันเต็มๆ 

เรือพนมพระที่ใช่ขักพระของชาวเกาะพงัน

 

บ้านทุกหลังบนเกาะจะปิดตายกลายเป็นหมู่บ้านร้าง 

โดยจุดหมายทุกคนจะรวมกันที่ท่าเรือท้องศาลา  หนุ่มๆสาวๆจะตื่นเต้นดีใจ

 เพราะว่าจะได้สวมเสื้อผ้าใหม่ๆ และนัดหมายจัดหาพายและเรือเพื่อจัดกลุ่มจะได้ลงเรือกัน

 มีการแต่งกายอย่างสวยงามตามยุคสมัย ส่วนมากจะเป็นชุดไทย ตัดเย็บเอง

แตกต่างจากสมัยนี้ ที่ชุดสวมใส่ส่วนมากจะเป็นของแจกจากห้างร้านหรือนักการเมืองท้องถิ่น

เพื่อโฆษณา สีสันแสบตา  หากใครไม่ได้รับแจก ก็มักจะไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

นับเป็นเรื่องแปลก..ที่เวลาผ่านไป  ความรู้สึกก็ค่อยเปลี่ยน

การแต่งกายของผู้เข้าร่วมงานสมัยก่อน        

 

พอถึงวันงาน คือวันแรมแปดค่ำ ในท้องทะเลจะคลาคล่ำไปด้วยเรือพายนับร้อยลำ

ที่ทุกลำต่างก็มีฝีพายที่แต่งกายอย่างสวยงาม ผูกโยงกับเรือพนมพระ ช่วยกันพาย

ช่วยกันลากไปในอ่าง (ภาษาเกาะ หมายถึงอ่าว)ท้องศาลา

พร้อมกับว่าเพลงชักพระที่ทีท่วงทำนองไพเราะและมีเอกลักษณ์เฉพาะ

มีที่เดียวที่เกาะพงันแห่งเดียวเท่านั้น บางปีก็พายเรือไปรับเรือพนมพระจากตำบลบ้านใต้

เมื่อเสร็จงานก็พายเรือไปส่ง นับเป็นความสนุกสนาน สร้างความรักสามัคคี ระหว่างชุมชน

แม้ว่าระยะทางจะไกล เพราะการพายเรือต้องใช้กำลังมาก

แต่ทุกคนยินดีเพราะว่านับเป็บช่วงเวลาที่มีโอกาสได้ว่าเพลงชักพระเกี้ยวกันระหว่างหนุ่มสาว

 โดยเฉพาะเรือที่สาวๆพาย จะมีเพียงนายท้ายเท่านั้นที่เป็นผู้ชาย

ส่วนมากจะเป็นญาติที่คอยกันท่าหนุ่มๆไม่ให้เข้าใกล้ เพลงชักพระคือสิ่งที่ชายหนุ่มต้องว่าให้เป็น

  และสิ่งที่คู่กับเพลงชักพระคือสาหร่าย

 

 การที่จะได้เข้าใกล้เรือที่มีสาวๆอยู่นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะยุคสมัยที่สาวๆรักนวลสงวนตัว

ยิ่งมีข้อห้ามที่สำคัญในการชักพระที่หนุ่มๆต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ

ห้ามจับแคมเรือที่สาวๆนั่งอยู่เด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะโดนตีด้วยพาย

 สาหร่ายจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ใครหมายปองสาวใดก็จะบรรจงม้วนสาหร่ายเป็นก้อน

 แล้วปาใส่เบาๆ พร้อมกับวาเพลงชักพระชมสาวเจ้าเชิงหยอกเย้า

"สายสร้อยสวมศอเคลียคลอคลึงเคล้า      ตุ้งติ้งต้องเต้า

      ล๊อกเก็ตเพชรไทยวิไลเลิศลอย          เรียบร้อยรูปเรี่ยมเลี่ยมทอง 

      เสื้อในใส่รับคับแคบแคบ                ถูกหร่ายใคร่แสบสิ่งของ  

     เจริญรุ่งเรืองมีเครื่องสำรอง           ข้างในใส่ฟองยกทรง"

          ถ้าหากผู้หญิงรักใคร่ชอบพอกัน ก็ปาสาหร่ายกลับและว่าเพลงตอบว่า 

 "ป้องกันเอาไว้ถึงหรายถูกต้อง      เนื้อน้องนิ่มนวลไม่ผง 

 ชั้นนอกซับชิดใส่ปิดยกทรง           เอวองค์สำอางร่างนวล"


         การเข้าสายพายเรือชักพระสวยงามท่ามกลางธรรมชาติของเกาะพงัน

 

ปัจจุบันการว่าเพลงชักพระแบบสดๆนั้นหาคนที่มีความสามารถยากแล้ว

คงจะมีก็เป็นการแต่งมาล่วงหน้า  ทำให้ขาดอรรถรสและความสนุกสนาน

เพราะคนสมัยก่อนเวลาทำงานไปก็จะว่าบทกลอนไป

ทำให้สามารถที่จะด้นกลอนสดๆได้อย่างไม่ติดขัด ต่างกับปัจจุบันที่มีบทเพลงต่างๆเข้ามาแทนที่

คนก็ร้องเพลงแทนบทกลอน  ส่วนการว่าเพลงชักพระนั้นใช่ว่าเฉพาะเกี้ยวสาวเท่านั้น

ยังมีการว่าชมความสวยงามของเรือพนมพระ  ชมสถานที่

หรือยกยอพระพุทธศาสนาอันเกี่ยวเนื่องกับประเพณีชักพระ 

คือตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาจากดาวดึงษ์หลังจากโปรดพุทธมารดา

ยุคสมัยผ่าน การแต่งกายก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในภาพเป็นผู้เข้าร่วมงานชักพระบริเวณอ่าวหินกอง ไม่ทราบปีที่แน่ชัด       

 

ประเพณีชักพระของเกาะพงัน มีครั้งแรกเมื่อใหร่ไม่มีใครทราบแน่ชัด

แต่คงไม่ต่ำกว่าร้อยกว่าปีแล้ว   ดังที่ผู้มีอายุ 70-80 ขึ้นไป

ได้บอกเล่าว่าตอนเด็กๆนั้น มีการชักพระกันแล้ว

ป้าปรีดา  ศรีทองกุล ชาวบ้านมะเดื่อหวานเล่าว่าเมื่อตนมีอายุ 20 ปี

 ประมาณ พ.ศ.2495 การลงเรือชักพระเป็นที่สนุกสนานมาก

มีชาวบ้านจากเกาะสมุยนำเรือพายมาร่วมงานด้วยจำนวนมาก

ตนและเพื่อนๆได้ลงเรือกันจำนวนเจ็ดคน ปีนั้นได้ถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึกด้วย

ร้านถ่ายรูปนั้นเป็นร้านเคลื่อนที่ที่มาเปิดอยู่ในบรืเวณที่จัดงาน

เมื่อถ่ายรูปแล้วรอรับได้เลย เป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น

 

   ปัจจุบันแม้ว่าเรือพายชักพระจะน้อยลง แต่ความสวยงามยังปรากฎอยู่อย่างที่เห็น        

 

กล่าวกันว่าประเพณีชักพระของเกาะสมุยมีหลังเกาะพงัน

จริงหรือไม่อย่างไรไม่ทราบแน่ชัดแต่ชาวเกาะสมุยมักมาร่วมงานชักพระที่ท้องศาลาทุกปี

จนมีการแต่งเพลงการพบกันและแอบหลงรักกันระหว่างหนุ่มสมุยกับสาวพงัน

และหนุ่มพงันกับสาวสมุย ผ่านประเพณีชักพระออกมาหลายเพลง

      การแต่งกายย้อนยุคของชาวบ้านมะเดิ่อหวาน

   

อาจารย์ชวน  เพชรแก้ว ปราชญ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

เคยกล่าวไว้ว่าในปัจจุบันค่าครองชีพที่สูงมากทำให้คนมีเวลาว่างลดลง 

มหรสพหรือสิ่งบันเทิงแบบใหม่มีมากขึ้น ประกอบกับการไม่เห็นคุณค่า

เพลงชักพระของเกาะพงันค่อยหมดความนิยมลงทุกที

มีคนรุ่นใหม่น้อยมากที่สนใจเพลงชักพระดังกล่าว

จึงเป็นที่แน่ชัดว่าอีกไม่กี่ปีเพลงเรือของชาวเกาะพงันคงหมดไปอย่างแน่นอน

(ฟันธงแบบนี้ ฟังแล้วใจหาย)

         อีกยุคสมัยที่ปรากฎหลักฐานการแต่งกายลงเรือชักพระ

 

นับเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ไม่เฉพาะเพลงชักพระเท่านั้นที่หมดไป

ถ้าหากไม่ร่วมกันอนุรักษ์ไว้  ประเพณีชักพระก็คงจะหายไป หากต่างคนต่างคิดไปคนละทาง

ไม่คิดที่ร่วมมือกันอย่างเช่นสมัยก่อน ที่มีวัดเป็นจุดศูนย์กลาง ส่วนชาวบ้านก็มีส่วนร่วม

ประเพณีอันดีงามที่ยืนหยัดมาเป็นร้อยปีคงถึงกาลดับสูญ

         การว่าเพลงชักพระโต้ตอบกัน นับวันหาพ่อเพลง แม่เพลงยาก

 

หวังเพียงมีคนรุ่นหลังร่วมมือร่วมใจกันสืบต่อลมหายใจแห่งประเพณี

ที่มีมาเนิ่นนานให้คงอยู่

 บนวิถีแห่งกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลเชี่ยว

ไม่ให้ล้มหายตายไปจากเกาะพงัน เกาะที่ได้ชื่อว่าเกาะแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้

 

...

 

Visitors: 23,926