บันทึกเรื่องอาหารพื้นบ้านเกาะพงัน/สมุย ตอนที่ สิบสอง

ตอนที่สิบสอง ..รายการอาหารเกาะพงัน


แกงไก่กับเหมงพร้าว:-

     เหมงพร้าว คือส่วนของพรก (กะลา) ของมะพร้าวที่ยังอ่อนอยู่ ในการเตรียมเหมงพร้าว ขั้นตอนก็ต้องเลือกลูกมะพร้าวที่ยังไม่มีเนื้อ ที่เรียกภาษาเกาะว่า มูกลิง แม้จะมีก็พอเริ่มเป็นมูกลิง ถ้าเป็นมูกลิง มากๆ จะแก่เกินไป แกงไม่อร่อย มะพร้าวที่ใช้เหมง ถ้าเป็น มะพร้าวหวาน (พดหรือกาบจะออกหวาน) มะพร้าวน้ำหอมก็จะยิ่งอร่อย


ส่วนประกอบ:-

  1. เหมงพร้าว
  2. เนื้อสัตว์ที่ใช้แกง
  3. น้ำกะทิ
  4. เครื่องแกงเผ็ด

ขั้นตอนเตรียมส่วนประกอบ และวิธีปรุง

  1. หลังจากได้มะพร้าวมาต้องเฉียง (ผ่าออกจากกันเป็น 2 ซีก) แล้วตัดออกเป็นเสี้ยวเล็กๆ เหมือนผ่าแตงโม จากนั้นนำมีดมาตัดตรงกะลาอ่อน โดยฝานหรือหั่นเป็นชิ้นบางๆ ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร  ลงในกะละมังหรือหม้อซึ่งใส่น้ำและใส่เกลือไว้ หั่นจากหัวที่อ่อนที่สุดไปจนกระทั่งมีความรู้สึกว่าเริ่มแข็งก็พอ และไปเริ่มเสี้ยวใหม่ เมื่อหั่นหรือฝานจนพอสำหรับใช้แกง ให้ขยำน้ำเกลือ เพื่อให้น้ำฝาด น้ำจากกาบมะพร้าวส่วนที อ่อนสีจางลง ขยำสัก 2 น้ำแล้วนำไปต้มในน้ำเกลือ จนสุก รินน้ำทิ้ง เราก็จะได้เหมงพร้าวพร้อมแกง ส่วนนี้สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นสัปดาห์
  2. พวกเนื้อที่ใช้แกง ซึ่งแกงได้ทั้งของสดของแห้ง แต่ถ้าของสดนิยมแกงกับไก่บ้านมากกว่าหมู ส่วนของแห้ง นิยมแกงกับ หมูย่าง เนื้อย่าง (ไม่ค่อยนิยมแกงกับเนื้อสด)ไก่ย่าง ปลาย่าง (ไม่นิยมแกงกับปลาสด) สำหรับวันนี้ขอแกงกับเนื้อไก่บ้าน แต่ก่อนแต่ละบ้านเลี้ยงไก่ไว้ แขกไปใครมาก็เชือดไก่แกง เนื่องจากไม่มีตลาด สด เมื่อทำไก่เอง เขาก็จะมีเลือดไก่ และเครื่องในด้วย 
  3. นำกะทิใส่เครื่องแกงซึ่งคลุกเคล้าเคยดีไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้ามีเคยลูกปลาใส่ลงไปสักปลายช้อนสังสี คนกะทิอย่าให้เป็นแม่และลงไฟ
  4. เมื่อกะทิเริ่มเดือดให้ใส่ไก่หั่นที่หั่นเตรียมไว้ อย่าลืม เลือดกับเครื่องใน
  5. พอน้ำแกงเดือด ให้ใส่เหมงพร้าวที่ต้มแล้วแยกน้ำไว้
  6. ตั้งให้เดือดให้ทั่ว เมื่อเหมงพร้าวกับน้ำแกงเข้ากันดี ชิมรส เหยาะน้ำตาลพอเป็นชูรส ฉีกใบมะกรูดใส่ ยกลง 


ผัดเผ็ดกระรอก:-
     เช้านี้ที่ครัวทวด เมนูพิเศษ แต่ก็ถือว่า เป็นเมนูพื้นบ้านพงัน-สมุย มาแต่ไหนแต่ไรมา สำหรับ คนที่ไม่คุ้นก็คงไม่เป็นเพราะเลยเวลาอาหารเช้ามาแล้ว คงไม่ถึงกับ คล่อ แคล่(ผะอืด ผะอม) เมนูที่ว่า คือ ผัดเผ็ดกระรอก
     กระรอกที่เกาะส่วนใหญ่ อาหารคือมะพร้าว คือกินทั้งน้ำ ทั้งเนื้อ แต่ก่อนมากมายจนต้องกำจัด ไม่เช่นนั้น มะพร้าวก็จะถูกเจาะจนเป็นโล้ง โค้ง (มะพร้าวที่เสียที่ถูกกระรอกเจาะเป็นรู)หมด แต่ทุกวันนี้ กระรอกก็ไม่ค่อยมีให้เห็น โล้ง โค้ง ก็ไม่มีเช่นกัน จนหลายคนเรียกร้องจะอนุรักษ์ แต่สำหรับวันนี้ น้องๆเขาให้มา 1 ตัว ทำความสะอาดมาเสร็จเรียบร้อย และนอนคอยในช่องแช่แข็งอยู่หลายวัน จนได้ฤกษ์เช้านี้ จะพูดถึงการทำความสะอาด ที่เรียกกันว่า "ทำรอก" เช่นเดียวกับที่เรียกเวลาทำความสะอาดปลาว่า "ทำปลา"
      เมื่อได้มา ส่วนใหญ่คือตายมาแล้ว ขนของกระรอกจะปุย นุ่ม ละเอียด การทำความสะอาดขน ต้องทำด้วยการนำไปลนไฟ โดยใช้ไฟอ่อนๆ ระวังอย่าให้ไหม้ถึงหนัง เพราะส่วนหนังเราใช้มันในการทำอาหารด้วย เมื่อเผาเสร็จเรียบร้อย นำไปขูดขนออกให้เกลี้ยง แล้วนำไปตัดหัว ตัดเท้า ผ่าท้อง ส่วนท้องหรือเครื่องในนิยมทิ้งหมด จากนั้นล้างทำความสะอาดอีกครั้ง
     การหั่น แล้วแต่บางคนจะทำแบบไหน บางคนสับเป็นชิ้นๆแล้วนำไปผัด วิธีนี้เวลากินต้องคอยปล้อนเนื้อแนกออกมา บางคนแล่เลือกกระดูกชิ้นใหญ่ออกแล้ว สับละเอียด วิธีนี้จะมีกากของกระดูกมาก และกระดูกกระรอกแข็งจะเป็นอันตรายต่อเครื่องในคนกิน อันได้แก่พวกกระเพาะและลำไส้ ส่วนผมใช้วิธีแล่ แยกเนื้อออก แล้ว
หั่นละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ละชิ้นจะติดหนังไปด้วย ส่วนกระดูกสับเป็นชิ้นพอประมาณใส่ปนลงไป จะได้หอมไขกระดูก

ส่วนประกอบอื่น;-
     เครื่องแกง ซึ่งเคยบอกเล่าไปว่า ลองดูเครื่องแกงที่มีขายในตลาดหลายๆร้าน จนได้ร้านที่ถูกใจ ซื้อมาตุนไว้ได้ บางคนออเดอร์เครื่องแกงจากเกาะไปไว้กินบบางกอกครั้งละหลายๆกิโล ก็เคยมี แต่เวลาใช้ผัดเผ็ด อาจต้องเติมเครื่องปรุงนำมาโขลกเพิ่ม อย่างเช่นวันนี้ ผมต้องเพิ่มพริกไทย เครื่องเทศต่างๆ หาซื้อได้จากร้านขายยาจีน หรือหาไม่ได้เอาเครื่องพะโล้ แต่เลือกเฉพาะบางตัว ถ้าไม่มีตงจริงๆทุกวันเขามีเครื่องลาบเหนือ ป่นไว้ขาย ซื้อมาติดบ้านเลาผัด เติมหน่อยก็ยังได้ ซึ่งเชฟอย่างผมก็แก้หน้ากันไปครับ
ส่วนประกอบอื่น มีไข่กระชาย(ส่วนที่แยกตัวจากหัวเป็นแท่งยาวๆ)และใบมะกรูด


ขั้นตอนเตรียมส่วนประกอบ และวิธีปรุง

  1. น้ำมันใส่กระทะประมาณ 1 ช้อนสังสี
  2. รำเครื่องแกงซึ่งคลุกโขลกส่วนผสมและเคยดี(เล็กน้อย)ลงผัดน้ำมัน เปิดไฟอ่อน ผัดพอหอม เหนาะน้ำเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เครื่องแกงเกาะเป็นก้อนและไม่ให้กระเซ็น
  3. ใส่เนื้อกระรอกที่หั่นไว้เรียบร้อยลงในกระทะ ผัดให้คลุกเคล้าเคเครื่องแกงแกงให้ทั่ว ถ้าแห้งเหยาะน้ำเล็กน้อย ให้น้ำกับเนื้อพอขลุกขลิก ลองชิมรส อย่าเพิ่งเติมน้ำปลาหรือซีอิ้วเพราะบางเจ้าเครื่องแกงออกเค็ม
  4. ใส่ไข่กระชายซึ่งซอยตามความยาวเป็นชิ้นเล็ก ประมาณสิบอัน หั่นซอยเฉพาะผิวไข่
  5. ปรุงรส อาจเหนาะน้ำตาลเล็กน้อยแทนผงปรุงรส แล้วโรยหน้าด้วยใบมะกรูดซอย เป็นการเสร็จเมนู ผัดเผ็ดกระรอก เวลาเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยใบมะกรูดซอยอีกครั้ง

วันนี้แกล้ม(เหนาะ)กับตอ และลูกเขือ ชิมแล้ว หรอยจ้าน กินข้าว 2 จานเลยครับ เชื่อป่าวบาว



แกงหัวทือ:-
     วันนี้เมนูทวด"ไม่มีไหร แกง ลมจัดมา 2-3 วัน พ่อพวกนี้ก็ไม่ได้ออกนอกเล หาไหรมากิน" นี่เป็นภาษาซึ่งแต่ก่อนเราจะคุ้นชิน ทะเลเป็นที่พึ่งคนเกาะ ไม่ขี้เกียจออกทะเลก็จะมีกับข้าว นอกจากไว้ทำแกงที่บ้านตนเอง ยังได้จำหน่าย จ่ายแจกให้ญาติ เพื่อนบ้านอีกด้วย แต่วันนี้ในครัวบนพร๋า มีปลาเป้งอยู่ ท่อนหนึ่ง เป็นปลาสาก ย่างไว้ตั้งแต่พ่อพวกนี้ ได้มาจากเลครั้งล่าสุด วันนี้เลย ออกเมนูพิเศษ ยามอด ไม้มีไหรแกง คือ แกงหัวทือ บางแห่งเรียกกระทือ ถ้าต้นอ่อนติดหัวอ่อน เรียก ส้าทือ ส้าทือก็ใช้แกงได้แต่วันนี้จะแกงหัว (เหง้า)


ขั้นตอนเตรียมส่วนประกอบ และวิธีปรุง

  1. วิธีเตรียมหัวทือ หัวทือที่ชาวเกาะนิยมปลูกมี 2 ชนิด คือทือพร้าว กับทือขี้แมว แต่ที่นิยมนำมาแกงคือ ทือพร้าว ทือพร้าวหัวจะใหญ่กว่า ทือขี้แมว รสชาติก็หอมและไม่เฝื่อน เมื่อขุดมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาปอกผิวนอกออก หั่นเป็นแว่นแช่น้ำเกลือ กะประมาณแกง 1 หม้อก็ประมาณ 1 กำมือ เมื่อหั่นฝานได้ปริมาณตามต้องการ ให้ขยำกับน้ำเกลือ แล้วล้างน้ำให้สะอาด นำไปโขลกให้ละเอียด พอละเอียดพอควร ให้โขลกเครื่องแกงกับเคยดีรวมไปด้วย ถ้ามากล้นครก ให้แบ่งเป็น 2 ครก เพื่อให้เครื่องแกง เคยดี หัวทือ เข้ากัน
  2. ปลาเป้ง บางส่วนแกะโขลกปนกับเครื่องแกงไปด้วย อีกส่วนหนึ่งใส่ลงในหม้อแกงโดยตรง จะได้มีเนื้อปลาเป้งเป็นอันๆ บ้าง
  3. น้ำกะทิ ต้องปั้น(คั้น) ให้มัน อย่างน้อยต้อง 1 ลูกย่อมๆ
  4. นำส่วนผสมในครกใส่ลงในน้ำกะทิ ตั้งไฟอ่อนถึงปานกลาง แล้วคนอย่าให้ลงไฟ จนเดือดได้ที่ แกงจะหอมหัวทือ ลองชิมรส ก่อนยกลงฉีกใบส้มกรูด ใส่สัก 4-5 ชิ้น


แกงขี้เหล็ก:-
เช้านี้เมนูทวดมีนัดกันไว้กับ "แกงขี้เหล็ก"
      ขี้เหล็กที่จะใช้นำมาแกง คือส่วนที่เป็นดอกตูมหรือยอดอ่อนติดเพสลาด บางคนแกงดอกล้วนๆ บางคนแกงยอด อย่างเดียวแล้วแต่ชอบหรืออาจที่ช่วงไม่มีดอก บางคนบอกว่าถ้าแกงดอกอย่างเดียวล้วนๆจะออกเปรี้ยว ถ้าจะให้อร่อย ถ้าช่วงที่มีดอกก็ควรผสมกัน เมื้อได้ยอกกับดอกมาแล้ว ให้ใช้มือรูดดอกแบะยอด ถ้าแกง 1 หม้อ มะพร้าว 1 ลูก ก็กะประมาณว่า เมื่อต้มเสร็จ แยกน้ำออกคั้นแน่นให้ได้ เต็มกำมือ การต้ม ถ้าถามว่าต้มกี่ครั้ง ต้องบอกว่า บางต้นขมมาก บางต้นขมน้อย ถ้าเป็นต้นในหัวสวน (นิยมปลูกหรือเว้นไว้ตามหัวสวน) เคยนำมาแกงก็จะรู้ แต่ถ้าซื้อมาจากตลาด ลองต้มสักสองน้ำ ถ้ากลัวรสขมจะเจือจาง สูตรของแม่ผมใช้วิธีเก็บน้ำต้มขี้เหล็กน้ำสองไว้ส่วนหนึ่ง จะได้แอบเติมให้ได้รสพอดี (เคล็ดนี้อย่าบอกใคร) ลืมบอกว่าเวลารูดขี้เหล็กดูหนอนตามใบด้วย ไม่อยากได้โปรตีนจากหนอน เมื่อได้ขี้เหล็กต้มมาเรียบร้อย ต่อไปขั้นตอนของการแกง


ส่วนประกอบ:-

  1. ยอดและดอกขี้เหล็ก
  2. มะพร้าวประมาณ 1 ลูก ปั้นให้ได้น้ำเท่ ประมาณเกือบครึ่งหม้อตราเข้เบอร์ 20 (เผื่อไว้เติมน้ำต้มขี้เหล็กด้วย)
  3. ปลาเป้ง หรือหมูย่าง ถ้าใช้ปลาเป้ง อาจเป็นปลาสากหรือปลาตุ๊กแกยิ่งอร่อย เพราะเนื้อจะยุ่ย เข้าเนื้อกันดี
  4. ปลากระป๋อง ไม่ต้องอย่างดี 1 กระป๋อง
  5. เครื่องแกงเจ้าเก่า+เคยดี+เคยลูกปลา
  6. ใบกรูด 3-4 ใบ

ขั้นตอนเตรียมส่วนประกอบ และวิธีปรุง

  1. ใช้มือรูดดอกและยอด ถ้าแกง 1 หม้อ มะพร้าว 1 ลูก ก็กะประมาณว่า เมื่อต้มเสร็จ แยกน้ำออกคั้นแน่นให้ได้ เต็มกำมือ การต้ม ถ้าถามว่าต้มกี่ครั้ง ต้องบอกว่า บางต้นขมมาก บางต้นขมน้อย ถ้าเป็นต้นในหัวสวน (นิยมปลูกหรือเว้นไว้ตามหัวสวน) เคยนำมาแกงก็จะรู้ แต่ถ้าซื้อมาจากตลาด ลองต้มสักสองน้ำ ถ้ากลัวรสขมจะเจือจาง สูตรของแม่ผมใช้วิธีเก็บน้ำต้มขี้เหล็กน้ำสองไว้ส่วนหนึ่ง จะได้แอบเติมให้ได้รสพอดี (เคล็ดนี้อย่าบอกใคร) ลืมบอกว่าเวลารูดขี้เหล็กดูหนอนตามใบด้วย ไม่อยากได้โปรตีนจากหนอน เมื่อได้ขี้เหล็กต้มมาเรียบร้อย
  2. นำเครื่องแกงมาโขลกกับเคยดี ใส่เคยลูกปลาด้วยเล็กน้อย รสจะเข้มขึ้น
  3. แบ่งเครื่องแกงที่ผสมกับเคยเรียบร้อยแล้ว ออกเป็น 3 ส่วน อาจพักไว้ในโคมก่อน จากนั้น นำส่วนหนึ่ง โขลกผสมกับปลาเป้งและขี้เหล็กที่ต้มไว้ส่วนหนึ่งในสามส่วนเข่นกัน โขลกให้เข้ากัน ไม่ต้องให้ปลาเป้งละเอียดมาก ตักส่วนผสมในครกใส่หม้อแกง ทำอย่างนี้จนหมดทุกส่วน ใส่ลงในหม้อ
  4. ยกหม้อตั้งไฟ ไฟอ่อนถึงปานกลาง คนให้ทั่ว อย่าให้ลงไฟ จริงๆแล้วจะบอกว่าปลาเป้งอย่าโขลกหมด ใส่เป็นชิ้นๆบ้าง ใส่ในหม้อแกงโดยตรง
  5. เมื่อแกงเดือดได้ที่ ชิมรส ถ้ารสขมน้อยไปใส่เติมน้ำต้มขี้เหล็กที่เก็บไว้ เมื่อได้ที่ใส่ปลากระป๋อง บดเนื้อปลาให้แหลกบางส่วน แล้วใส่ลงไปทั้งน้ำและเนื้อปลากระป๋อง ตั้งให้เดือด ปรุงรสอีกครั้ง ใส่น้ำตาลเล็กน้อยหรือจะใส่ผงปรุงรสก็แล้วแต่ชอบ ก่อนยกลง ฉีกใบกรูดใส่สัก 4-5 ชิ้น


แกงผักหนาม:-
     ผักหนามเป็นพืชที่ชอบขึ้นในหนองบึง ที่มีดินโคลน ที่เกาะงันแต่ก่อน ที่หลังบ้านเขตต่อกับทุ่งนา จะมีหนองใหญ่น้ำลึกมาก แม้หน้าแล้งน้ำก็ไม่ขาด คนเกาะเรียกหนองน้ำนี้ว่า "พัง" ด้วยที่พังที่ว่ามีผักหนามขึ้นหนาแน่น จึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า "พังผักหนาม" แม้ทุกวัน ผักหนามจะหมดไปด้วย "พังแห้ง" จนไม่มีน้ำ แต่พ่อผมด้วยที่เป็นนักอนุรักษ์ ได้นำผักหนามมาปลูกไว้ที่ พังริมบ้าน แม้มีน้ำเฉพาะฤดูฝน แต่ผักหนามเป็นพืชที่สามารถขึ้นในพื้นดินชุ่มน้ำหรือชื้นมากๆได้ด้วย จึงยังไม่สูญพันธุ์จนทุกวันนี้
     สำหรับผักหนามที่ใช้แกง ควรใช้ส่วนที่เป็นดอกและยอดเพสลาด เวลาได้มาหลังจากล้างสะอาดแล้ว ควรหักกับมือเป็นท่อนๆ ขนาดยาวประมาณ 4 ซม. ที่เสนอให้หักกับมือเพราะ ถ้าเราหักไปจนหักไม่ออกแสดงว่าเริ่มแข็งและเหนียว เวลาแกงจะมีเส้นใยมาก ไม่อร่อย อีกอย่างที่ให้หักเพราะ.จะทำให้ก้านหรือทางใบของผักหนามแตก จะเข้าน้ำแกงเป็นอย่างอย่างดี
     วันนี้ผมจะแกงกับปลาย่าง เป็นปลาหูบาง (น่าจะเรียกเฉพาะที่เกาะ เพราะที่อื่นเรียกปลาโฉมงาม เป็นปลาที่มีรสอร่อย มัน นิยมใช้ต้ม แกงส้ม ทอด แต่วันนี้ย่างเพื่อใช้แกงผักหนาม แกะปลาย่างเอาเฉพาะเนื้อๆ ถ้าใส่กระดูก หัว เพื่อให้ได้ความหวานของไขกระดูก ให้ใส่เป็นชิ้นใหญ่ๆ เพราะจะได้ไม่มีก้างปลา ปะปนกับผัก


ส่วนประกอบ:-

  1. กะทิต้องให้มัน เพราะ ผักหนามเป็นผักที่เมื่อใส่ผักลงไปจะทำให้น้ำกะทิลดความเข้มข้น แบบเดียวกับแกงที่ใส่ใบเกา(ใบกระเพรา)
  2. เครื่องแกงเผ็ดและกะปิ
  3. ปลาย่าง

ขั้นตอนเตรียมส่วนประกอบ และวิธีปรุง

  1. นำน้ำกะทิมาคนด้วยเครื่องแกงที่ผสมเคล้ากับกะปิเรียบร้อยแล้ว ขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง คนให้ทั่วจนกะทิเดือด ระวังอย่าให้กะทิลงไฟกับเป็นแม่
  2. เมื่อกะทิเดือด ใส่ปลาย่าง คนสักครู่รอจนเดือด (ท่านอาจใส่พร้อมกับเครื่องแกงก็ได้)
  3. เมื่อแกงเดือด ใส่ผักหนามที่เตรียมไว้ ตักให้ผักหนามสุกยุบตัวและเจ้ากับน้ำแกง ชิมรส ยกลง เป็นการเสร็จ


แกงหยวกกล้วย:-
     หยวก หลายคนถ้าไม่ใช่เด็กหลาดจะคุ้นเคย และก็พาลไม่อยากกินแกงที่ใช้หยวกปรุงเสียด้วย เพราะสมัยเด็กเคยถูกใช้ให้ฝานหยวกให้หมู(ช่วงที่พูดถึงการดำรงชีวิตของชาวเกาะจะพูดถึง) หยวกวันนี้ผมใช้ส่วนในสุดของหยวกกล้วยเถื่อน เวลาเราไปตัด เราจะเว้นกาบที่หุ้มยอดอ่อนประมาณ 1-2 ชั้น เพราะจะช่วยเก็บความชื้น และบางครั้งกาบนอกที่หุ้มยอดชั้นสุดท้ายก็ใช้แกงด้วย หยวกกล้วยเถื่อนจะอร่อยและมีกากใยที่เขาเรียกไฟเบอร์มาก มีประโยชน์ทางยาคือแก้ท้องผูก แต่อย่าถามนะว่าหม้อนี้ครบ 5 หมู่ไหม ผมว่าครบนะ เพราะผมใส่ปลาย่าง กับกะปิเป็น โปรตีน วิตามินก็อาจมีโอเมก้า 3 บ้าง วิตามิน ซี จากมะนาวนิดหน่อย


ส่วนประกอบ:-

  1. หยวกกล้วยเถื่อน เลือกที่อ่อนๆ ขาวๆ ตัดเป็นท่อนๆ อันใหญ่ผ่าครึ่ง
  2. ยอดเหลียง สัก 3-4 ยอดเพื่อเพิ่มสีเขียวและเพิ่มความอร่อย สมัยก่อนครัวทวดคงใส่ยอดผักอื่น เช่น ลำเท็ง ยอดย่านาง เพราะที่เกาะไม่มีต้นเหลียง
  3. ปลาย่าง ถ้าเป็นปลาทูขนาดเล็ก 2 ตัว วันนี้ผมใช้ปลาตาโตย่างตัวเดียว เลือกเฉพาะเนื้อ
  4. กะทิ วันนี้ผมใช้กล่องขนาดความจุ 250 ml. ผสมน้ำเล็กน้อย
  5. เครื่องปรุง กะปิ เกลือ มะนาว

ขั้นตอนเตรียมส่วนประกอบ และวิธีปรุง

  1. นำน้ำกะทิที่เตรียมไว้ ตั้งไฟ ใส่กะปิ 2 ช้อนชา เกลือ 1 ช้อนชา ใส่หยวกกล้วยลงไปพร้อมๆกัน เพราะหยวกกล้วยจะเปื่อยช้า อีกอย่างคุณสมบัติของหยวกกล้วยเถือนอย่างหนึ่งคือไม่ค่อยเละเหมือนหยวกกล้วยน้ำว้า ตั้งไฟ ขยันคนอย่าให้กะทิเป็นแม่ หรือลงไฟ ใช้ไฟอ่อนถึงปานกลางนะครับ
  2. ทิ้งให้เดือดจนเห็นว่าหยวกกล้วยเริ่มนิ่ม ใส่ใบเหบียงที่เตรียมไว้ คนให้ใบเหลียงสุกจนทั่ว ชิมรส ก่อนยกลงบีบน้ำมะนาว ใส่ 1 ซีก (เพื่อไม่ให้หยวกออกสีดำ) ได้ที่ยกลง

เวลาเสิร์ฟเครื่องเคียงคือ น้ำชุบครับ


เรียบเรียง โดย อ.ชุมพล ศรีทองกุล

 

Visitors: 24,740