พลับพลาที่ประทับ รัชกาลที่ 5

 พลับพลา

     สมเด็จพระปิยานุสรณ์ในเกาะพงัน นอกจากกวาง ต้นจันทน์กะพ้อ นามพระราชทาน และรอยพระจารึกต่างๆ แล้วยังมีพลับพลาอยู่ ๒ หลัง ด้วยกัน หลักฐานประวัติศาสตร์ที่เนื่องในองค์สมเด็จพระปิยมหาราช พระผู้ทรงคุณูปการอเนกอนันต์ต่อประเทศและพสกนิกรสยามที่เกาะพงัน นี้ มีความเป็นมาและสภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
หลังแรก
     จดหมายเหตุสมัยรัชกาลที่ ๕ ระบุว่า “ดำรัสสั่งให้พระยาไชยาทำศาลาที่ประทับเสวยไว้ที่ธารนั้น” เมื่อ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๓๒ และพระราชหัตถเลขาฯ ว่า “ให้จารึกที่น้ำตกแรกน่าต้นกร่าง ซึ่งเปนที่พักบอกชื่อไว้ว่า “ธารเสด็จ” แลจะให้พระยาไชยาทำศาลาไว้ในที่นั้นด้วย”
     ครั้นเสด็จอีกเมื่อ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๓๓ ทรงพระราชนิพนธ์ว่า “คราวนี้เขาถางทางกว้างสัก ๔-๕ วา ทำพลับพลาที่ริมธาร ศาลาที่ให้ทำมีเครื่องไม้พร้อมแล้ว แต่ยกไม่ทัน เพราะเวลาทำการ พระยาไชยาไม่อยู่ ที่บริเวณศาลาถางออกไปกว้าง ไว้ต้นไม้บ้าง มีกล้วยไม้และกาบปลอกเกาะตามต้นไม้ ขึ้นไปดูที่ที่จารึกชื่อธาร. . .เขาเขียนแผ่นกระดานปิดไว้ที่พลับพลา ..มาเปลื้องเครื่องที่พลับพลา แล้วขึ้นไปอาบน้ำที่ที่จารึกชื่อลำธาร .  เล่นน้ำกันทั้งฝน ประมาณสักชั่วโมงหนึ่ง จึงได้มาผลัดผ้าทีพลับ พลา แล้วกลับลงมาเรือ”
     เมื่อเสด็จครั้งวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๓๙ ปรากฏความในพระราชหัตถเลขาว่า “ศาลาทำแล้วเสร็จ ฝีมือเรียบร้อยดี”พลับพลาหลังแรกคงไม่กว้างขวางนัก ดังพระราชหัตถเลขา เมื่อ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๔๑ ว่า “เวลาบ่าย ฝนตกหนัก ศาลาที่ทำไว้ไม่พอที่จะบังฝนได้ จึงต้องกินเข้าทั้งกำลังฝน เปียกบ้าง แห้งบ้าง”
     ต่อจากนั้น พลับพลานี้ก็เป็นที่ประทับเสวยในแทบทุกครั้งที่เสด็จธารเสด็จ เช่น เมื่อ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๔๒, ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๔๓, ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๔๔, ๒๔ มิถุนายน ๒๔๔๘ เป็นต้น (และอีกสองคราว ดังจะกล่าวภายหน้า)
     การเสด็จเมื่อ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๔๓ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจุดที่ตั้งพลับพลาว่า “ครั้นสรงน้ำแล้ว เสด็จกลับมาประทับพลับพลา ทรงจารึกอักษรจีนย่อ แลเลข ๑๑๙ บนตัวอักษรจีนย่อนั้น ที่ก้อนศิลาตรงพลับพลาที่ประทับ ครั้นเสร็จแล้ว ทรงปลูกต้นจันกะภ้อ ๔ ต้น ในที่ใกล้พลับพลา”
จากความในเอกสารดังกล่าวเข้าใจได้ว่า พลับพลาหลังแรกสร้างเสร็จในปี ๒๔๓๙ และตั้งอยู่ริมธาร ด้านล่างของศิลาชื่อธาร (แต่คนละฝั่งคลอง เพราะอยู่ใกล้จารึกอักษรจีนย่อ ที่ตั้งอยู่คนละฝั่งกับศิลาชื่อธาร)

หลังสอง
     พลับพลาหลังที่สอง เตรียมการสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ ดังพระราชนิพนธ์ เมื่อ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๔๔ ว่า “จะทำศาลาอีกหลังหนึ่ง ที่ตรงนั้นมีศิลาใหญ่แผ่นหนึ่ง ท่าทางดีน่าจารึก . .กะที่ให้เขาปลูกศาลาใหม่อีกหลังหนึ่ง” และความในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๘ ว่า “พระกาญจนดิษฐบดีตัดทางใหม่ แลถางที่สำหรับทำพลับพลา ทอดพระเนตรที่ซึ่งจะสร้างพลับพลา”
     แต่เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๔๘ ก็ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ดังที่กล่าวว่า “เสด็จขึ้นทอดพระเนตร ศาลาสร้างใหม่บนเนินสูง ยังไม่แล้วๆ เสด็จขึ้นไป ณ ที่จารึกอักษรพระนาม จ.ป.ร. ชั้นที่หนึ่ง”
     จากเรื่องการเสด็จครั้งหลัง เมื่อ ๙ กรกฎาคม ๒๔๔๘ ที่ว่า “เสวยเครื่องว่างที่ศาลาริมธาร” และ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๕๒ ว่า “เสวยกลางวันที่พลับพลาปลายลำธาร” ซึ่งไม่มีการกล่าวถึงพลับพลา หลังใหม่อีกเลย ทำให้ไม่ทราบชัดว่า สร้างเสร็จเมื่อใดกันแน่ (แต่น่าจะเสร็จในรัชสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช) ส่วนศาลาริมธาร และพลับพลาปลายธาร ดังกล่าว นั้น ย่อมจะหมายถึง พลับพลาหลังแรกมากกว่า และจากข่าวเสด็จของรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๔๕๔ ที่ว่า “สรงน้ำที่ธารเสด็จชั้นล่าง แลเสวยที่ศาลาเชิงเขา” สันนิษฐานว่า ศาลาเชิงเขา น่าจะหมายถึง พลับพลาหลังที่สอง
     ปีถัดมา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จธารเสด็จเมื่อ ๘ กรกฎาคม ๒๔๕๕ เอกสารกล่าวถึง พลับพลาทั้งสองหลังอย่างชัดเจนว่า “เสดจขึ้นเกาะพงัน . . ประทับศาลาบนเนิน . .เสดจทอดพระเนตรลำธารที่น้ำตก เสวยเพลที่ศาลาล่าง . . สรงแล้วเสดจประทับศาลาล่าง” ประมวลความจากที่กล่าวแล้วแต่ต้น พอระบุได้ว่า ศาลาบนเนิน ก็คือ พลับพลาหลังที่สอง ส่วนศาลาล่าง คือ พลับพลาหลังแรก

     พระจบ เรืองโรจน์ ผู้เคยเห็นพลับพลาทั้งสองหลัง เล่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ ว่า พลับพลาบน ทรงปั้นหยา อยู่บนเนิน ทางด้านขวามือ(เมื่อหันหน้าสู่ลำธาร)ของศิลาที่มีจารึก จ.ป.ร., ป.ป.ร., (คงหมายถึง ศิลาสามรัชกาล) ภายหลังจากถูกทิ้งร้าง ขาดการดูแลเป็นเวลานานจนทรุดโทรม พลับพลาบนเนิน ก็ถูกรื้อ เพื่อเอาไม้ซึ่งล้วนแต่เป็นไม้สัก ไปสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนวัดราษฎร์เจริญ (บ้านท้องศาลา) เมื่อประมาณตั้งแต่กลางทศวรรษ ๒๔๙๐ ถึงต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ส่วนพลับพลาล่าง ทรงไทย (บางทีก็เรียก พลับพลาเก่า แสดงว่า เป็นหลังแรก) อยู่ใกล้ ๆ กับศิลาอักษรจีน ท่านว่า พลับพลาทั้งสองหลังอยู่ในแนวเดียวกัน ห่างกันราว ๓-๔ เส้น (ประมาณ ๑๒๐-๑๖๐ เมตร)
     นายจันทร์ บุญญา ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่ง เล่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ ว่า เมื่อรัชกาลที่ ๗ จะเสด็จ (ไม่ได้ซักถามว่า เป็นครั้งแรกเมื่อ ๒๔๖๙ หรือครั้งที่สอง พ.ศ.๒๔๗๑) เคยไปขัดพื้นพลับพลา เป็นพื้นไม้สักทั้งสองหลัง ลักษณะพลับพลา สามมุขหลังหนึ่ง (ปั้นหยา - สิ่งปลูกสร้างซึ่งมีหลังคาเอนเข้าหาอกไก่ทั้ง ๓ ด้าน ไม่มีหน้าจั่ว) อีกหลัง มุขใหญ่ เมื่อพายเรือเข้าอ่าว ก็จะมองเห็นพลับพลา  หลังที่อยู่ริมคลอง(พลับพลาหลังแรก) อยู่ด้านล่างหินยันต์จีน (ล่างไปทางริมน้ำ กว้าง - ยาว ไม่กี่วา) ภายหลัง พังทลายเพราะน้ำหลากกัดเซาะ กระเบื้องของพลับพลาหลังนี้ มีผู้ขนเข้าไปเก็บไว้ในเพิงหิน (คล้ายถ้ำ) ใกล้บริเวณที่เรียกว่า “ทองเหรง”
     เท่าที่เคยสำรวจเมื่อปลายปี ๒๕๓๓ (ซึ่งยังไม่รู้จักต้นจันทน์กะพ้อ ที่ทรงปลูกเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๔๓ จำนวน ๔ ต้น) พบเสาไม้และกองกระเบื้องที่บ่งบอกว่า เป็นที่ตั้งพลับพลาอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งคงต้องเป็นหลังที่สอง เพราะอยู่ใกล้ศิลาสามรัชกาล ซึ่งทรงจารึกอักษรพระปรมาภิไธย(ย่อ)ในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๔๔ ดังที่ทรงพระปรารภในเอกสารในวันเดียวกันนั้นว่า “จะทำศาลาอีกหลังหนึ่ง ที่ตรงนั้นมีศิลาใหญ่แผ่นหนึ่ง ท่าทางดีน่าจารึก . . . กะที่ให้เขาปลูกศาลาใหม่อีกหลังหนึ่ง”
ประกอบกับข้อมูลของนายจันทร์ บุญญา ที่ว่า หลังแรกถูกน้ำหลากกัดเซาะ พังไปแล้ว ร่องรอยเสาไม้และกระเบื้องที่มีอยู่ กับสถานที่ตั้งซึ่งไม่น่าจะถูกน้ำหลากกัดเซาะได้ จึงย่อมต้องเป็นพลับพลาหลังที่สอง อย่างไม่ต้องสงสัย

     อนึ่ง จากการเดินทางไปธารเสด็จเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๓ พบว่ากรมศิลปากรได้สร้างพลับพลาขึ้นใหม่หนึ่งหลัง ในบริเวณที่เคยมีเสาและกองกระเบื้อง ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลา สมัยรัชกาลที่ ๕ หลังที่สอง ชาวธารเสด็จบอกว่าสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๒ ครั้นไปที่เพิงหินคล้ายถ้ำ บริเวณทองเหรง ก็พบกระเบื้องฝังดินอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นวัตถุพยานยืนยันว่า คำบอกเล่าของนายจันทร์ บุญญา ที่ว่า พลับพลาหลังแรกถูกน้ำหลากกัดเซาะพังทลาย แล้วมีผู้ขนกระเบื้องหลังคาพลับพลาไปเก็บรักษาไว้ในเพิงหิน แถวทองเหรง เป็นเรื่องจริง ดั่งท่านเล่าทุกประการ จึงควรแก่การสรรเสริญผู้ขนไปเก็บรักษาไว้เป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้กระเบื้องหลังคาพลับพลาหลังแรก สมัยรัชกาลที่ ๕ ไม่สูญหาย ไม่ถูกหยิบฉวยไปจนหมด แบบไร้ร่องรอย
     ขอวอนชาวธารเสด็จ โปรดช่วยดูแลรักษาหลักฐานประวัติศาสตร์ของแผ่นดินเกาะพงัน ให้ยั่งยืนอยู่ตราบนานด้วยเถิด
หมายเหตุ สำหรับ ต้นจันทน์กะพ้อ ๔ ต้น ที่ทรงปลูกเสมือนเป็นสิ่งสำหรับทรงพระอนุสรณ์รำพึงถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งน่าจะอนุโลมกล่าวได้ว่า คือ อนุสาวรีย์แห่งความรักในสมเด็จพระปิยมหาราช ที่ เกาะพงัน นั้น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องน่าจะบ่งชี้ที่ที่ยืนต้นอยู่ให้ชัดเจน รวมทั้ง การทำป้ายข้อมูลเพื่อให้สารสนเทศแก่ผู้มาเยือนด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/เกาะพงัน-ไม่ประวิสรรชนีย์-1053344074695492/?ref=ts&fref=ts

Visitors: 25,007